คนละโลก!โอเว่นรับไม่ซี้กับเบ็คแฮมตอนอยู่มาดริด

ไมเคิ่ล โอเว่น ระบุ ตนไม่ได้สนิทกับ เดวิด เบ็คแฮม มากเท่าไหร่ในตอนที่พวกเขาอยู่กับ เรอัล มาดริด พร้อมชี้ ตอนนั้นตนกับ เบ็คแฮม ต่างกันคนละขั้ว ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตกองหน้าคนดัง เปิดเผยว่าสมัยที่อยู่กับ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน ตนไม่ได้สนิทกับ เดวิด เบ็คแฮม เลย แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนอังกฤษเหมือนกันก็ตาม แถมยังให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าห่างเหินกันมากกว่าเดิมด้วย หลังจาก เบ็คแฮม ย้ายไปอยู่กับ เรอัล ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2003 แล้วนั้น โอเว่น ก็มาเล่นกับ “ราชันชุดขาว” ในอีก 1 ปีให้หลัง แต่ในฤดูกาล 2004-05 พวกเขาก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จได้ ก่อนที่ โอเว่น จะโดนปล่อยให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2005 โอเว่น กล่าวใน รีบู้ท – มาย ไลฟ์, มาย ไทม์ หนังสืออัตชีวประวัติเล่นใหม่ของตัวเองว่า “ถึงแม้ว่าเราจะได้อยู่บ้านหลังที่ใกล้กับ เดวิด และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม รวมถึงเป็นครอบครัวชาวอังกฤษ 2 ครอบครัวที่ต้องใช้ชีวิตในต่างแดนด้วยการอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ทั้งพวกเขาและพวกเราต่างก็ไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่” “การที่ทั้ง หลุยส์ และ วิคตอเรีย ต่างก็เป็นคนที่ค่อนข้างชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว และต้องดูแลเด็กที่อายุยังน้อย มันก็ทำให้ทั้งคู่ได้เจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง โดยเป็นตอนที่พวกเราซ้อมกัน ระดับของมิตรภาพมันอยู่แค่นั้น ซึ่งที่จริงนี่ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าตอนที่เราอยู่ที่ มาดริด ด้วยกันน่ะ เดวิด กับผมเองก็แตกต่างกันมากกว่าครั้งไหนๆ เลย” “ผมน่ะไม่ชอบใส่อะไรที่มันเก๋ไก๋มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และไม่ใช่พวกที่ชอบไปสังสรรค์กับชาวบ้านชาวช่องเท่าไหร่ ในทางกลับกัน เดวิด กับ วิคตอเรีย ต่างก็เป็นคนระดับซูเปอร์สตาร์ ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นสถานะที่พวกเขาคู่ควร ถ้ามองในมุมของสังคมแล้วนั้น พวกเขาต่างกับเราชนิดอยู่คนละจักรวาลกันเลย ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนวงในของ เดวิด” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ต้องแก้ด่วน! ปัญหาปืนฝืดของ แมนฯ ยูไนเต็ด

ความสุขสันต์จากการชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดฤดูกาล 2019-20 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ 3 นัดต่อมาพวกเขาสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลย แบ่งเป็นการเสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-1, แพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน 1-2 และเจ๊ากับ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ผลงานดังกล่าวทำให้แค่เริ่มซีซั่นนี้มา 4 นัด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล คู่อริตัวฉกาจที่เป็นจ่าฝูงห่างถึง 7 แต้มเข้าไปแล้ว แน่นอน บรรดาแฟนบอล “ปีศาจแดง” ยอมรับดีอยู่แล้วว่าฤดูกาลนี้ยังเร็วเกินไปที่พวกเขาจะมีลุ้นแชมป์ลีก แต่เหล่า “เร้ด อาร์มี่” ก็ไม่คิดว่าทีมรักของพวกเขาควรจะมีผลงานย่ำแย่แบบนี้ตั้งแต่ตอนออกสตาร์ต ทั้งนี้ หลายคนมองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เพิ่งเก็บไปได้ 5 คะแนน เป็นเพราะเกมรุกของพวกเขาจบสกอร์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะมีโอกาสทำประตูหลายครั้ง แต่มีบ่อยครั้งที่สุดท้ายแล้วบอลมันไม่เข้าไปนอนในก้นตาข่าย ซึ่งสถิติหลายอย่างมันบ่งชี้ว่าพวกเขามีปัญหาในการยิงจริงๆ ถ้าหากอ้างอิงจาก อ็อปต้า สื่อด้านบันทึกสถิติชื่อดังแล้วนั้น มันก็จะเห็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่มี “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของ พรีเมียร์ลีก ในตอนนี้ ด้วยจำนวน 7.4 ประตู เป็นรองเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอยู่ที่ 11.17 ประตู กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่อยู่ในระดับ 7.67 ลูกเท่านั้น ก่อนอื่นต้องขออธิบายเจ้าสถิติ “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” กันก่อน โดยมันคือสถิติที่ได้รับความนิยมสูงระดับหนึ่งในเมืองนอก ซึ่งมันก็คือสถิติที่บ่งบอกว่าตามความเป็นจริงแล้วทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูให้ได้ในระดับนั้นเป็นอย่างน้อย ยกตัวอย่างเช่นถ้าตัวเลขอยู่ที่ 12 มันก็หมายความว่าทีมนั้นๆ ควรจะทำประตูได้ 12 ลูกเป็นอย่างต่ำ และถ้าน้อยกว่านั้นก็ถือว่าพวกเขาไม่มีความเฉียบขาดมากพอ ทั้งนี้ ปัจจัยที่เอามาคำนวณเป็น “อัตราลูกยิงที่ควรจะเข้าประตู” ก็คือความง่ายของการยิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือถ้าเป็นลูกยิงเผาขน หรือได้ยิงในระยะกับมุมที่ดี ตัวเลขก็จะสูง เพราะมัน “ควรจะเป็นประตู” แต่ถ้าเป็นการยิงไกล หรือโดนคู่แข่งขวางเอาไว้เยอะ ตัวเลขก็จะต่ำลงไป เพราะมัน “ดูแล้วไม่น่าจะเป็นประตูได้” โดยมันยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เอามาพิจารณาด้วย อย่างเช่นเท้าที่ใช้ยิง เป็นต้น ตัวเลข 7.4 ในด้านนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีการตั้งเกมขึ้นมาได้ดี และมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ จนทำให้คนที่ยิงอยู่ในมุมที่ควรจะส่งบอลเข้าไปนอนในก้นตาข่ายได้หลายครั้ง แต่ถึงกระนั้น พวกเขากลับยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายหน และทำให้จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่เคยยิงเกิน 1 ลูกต่อ 1 เกมได้เลย นับตั้งแต่ที่เคยทำไป 4 ลูกในเกมกับ เชลซี แน่นอนว่าคนที่โดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เพราะดาวเตะชาวอังกฤษได้รับบทบาทเป็นกองหน้าตัวเป้าของทีมอย่างเต็มตัว ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ตั้งใจที่จะปลุกปั้นให้ แรชฟอร์ด เป็นยอดกองหน้าตัวเป้าให้ได้ โดยว่ากันว่าเขาลงทุนซ้อมให้ แรชฟอร์ด เป็นพิเศษเลย อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าจนถึงตอนนี้ แรชฟอร์ด ยังไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังของอดีตยอดดาวยิงชาวนอร์เวย์ได้ดีเท่าที่ควร จริงอยู่ว่าเขาทำได้ 2 ลูกในเกมกับ เชลซี แต่หลังจากนั้นกลับยิงเพิ่มไม่ได้เลย แถมยังยิงตรงกรอบได้เพียงแค่ 5 หน จาก 16 นัดเท่านั้น การจะแสดงให้เห็นว่า แรชฟอร์ด ยิงได้แย่มันไม่จำเป็นถึงขนาดต้องเอาเขาไปเปรียบเทียบกับยอดแนวรุกของทีมอื่น อย่างเช่น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แข้งคนดังของ ลิเวอร์พูล, เซร์คิโอ อเกวโร่ หัวหอก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ศูนย์หน้าอาร์เซน่อล หรือ แฮร์รี่ เคน กองหน้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เลย แค่เปรียบเทียบกับ แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของ เชลซี ก็พอจะเห็นได้ชัดถึงเรื่องนั้นแล้ว เพราะ อับราฮัม ยิงตรงกรอบได้ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 หน และถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ดีกว่า แรชฟอร์ด ด้วย จริงอยู่ว่านี่ยังเป็นเพียงช่วงต้นฤดูกาลเท่านั้น และ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีเวลาปรับปรุงการจบสกอร์ของพวกเขาอยู่ แต่มันก็ต้องรีบแก้ไขได้แล้ว ถ้าหากว่าพวกเขาไม่อยากอดได้โควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เบล็อตติ’ เบิ้ล!อิตาลีเฮ5นัดรวดหลังอัดแซงอาร์เมเนีย10คนคัดยูโร

อันเดรีย เบล็อตติ กดสองตุงช่วย “อัซซูรี่” เก็บชัย 5 นัดรวดหลังอิตาลี ไล่ยิงแซงเจ้าถิ่น อาร์เมเนีย ที่เหลือผู้เล่น 10 คนท้ายครึ่งแรกไป 3-1 ในศึกฟุตบอล ชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เจ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป 2020 (รอบคัดเลือกกลุ่ม เจ) วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 อาร์เมเนีย 1 – 3 อิตาลี สนาม : วาซเก้น ซาร์จสยาน ทีมชาติอาร์เมเนียประเดิมด้วยความพ่ายแพ้ 2 นัดแรก แต่ยังมาแก้ตัวเก็บชัยได้ใน 2 นัดหลัง ทำให้ยังไม่หมดหวังเข้ารอบซะทีเดียว ด้าน ”อัซซูรี่” อิตาลี ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทีเดียว ชนะมา 4 นัดรวด รั้งเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม เริ่มเกมมาได้เพียง 11 นาทีกลับเป็น อาร์เมเนีย ที่ออกนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะตัดบอลได้ของเจ้าถิ่นกว่าครึ่งสนามโดย ทิกราน บาร์เซกห์ยาน แล้วกระชากบอลจี้เข้าหาแดนอิตาลีก่อนจ่ายออกไปให้ อเล็กซานเดร คาราเพเทียน ที่วิ่งฉีกไปรับบอลทางฝั่งขวาแล้วซัดแบบไม่จับไปทางเสาไกลบอลพุ่งเสียบโคนเสาเข้าไปอย่างสวยงาม แต่อิตาลีที่โหมเกมบุกได้มากกว่ามาตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 26 เป็น เอเมอร์สัน ที่หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งซ้ายหักหลอกแผงหลังเจ้าบ้านหนึ่งจังหวะก่อนบรรจงเปิดบอลลอยข้ามหัวแข้งอาร์เมเนียเลยไปที่จุดนัดหมายให้ อันเดรีย เบล็อตติ ยืนแปด้วยเท้าขวาโล่งๆ ระยะไม่ถึง 5 หลายัดเยียดบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายได้สำเร็จ ช่วงชดเชยเวลานาทีที่ 45+1 อาร์เมเนีย เหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ อเล็กซานเดร คาราเพเทียน ถูกใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามจากจังหวะขึ้นเบียดโหม่งแล้วไปใช้มือจงใจฟาดเข้าใส่หน้า เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังอิตาลี จบครึ่งแรก อิตาลี ไล่เสมอ อาร์เมเนีย 1-1 แถมได้เปรียบตัวผู้เล่นเมื่อเจ้าถิ่นต้องลงมาดวลครึ่งหลังเพียง 10 คนเท่านั้น มาต่อครึ่งหลัง ทัพ “อัซซูรี่” ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่นและครองเกมบุกได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดกว่าจะได้ประตูแซงนำ 2-1 ก็ปาไปนาทีที่ 77 จากจังหวะเปิดบอลยาวทางฝั่งขวาเกือบ 40 หลาของ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ยัดเข้าไปในกรอบเขตโทษอาร์เมเนีย และเป็น ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ตัวสำรองที่เปลี่ยนลงมาในครึ่งหลังวิ่งโฉบเข้าโขกบอลลงพื้นเข้าประตูไปอย่างสวยงาม อารัม อายราเพทยาน ผู้รักษาประตูอาร์เมเนียพยายามพุ่งปัดแต่ไม่ถึง อิตาลี มาได้ประตูย้ำชัย 3-1 นาทีที่ 80 สเตฟาโน่ เซนซี่ เลี้ยงจี้เข้าหากรอบเขตโทษอาร์เมเนียก่อนส่งบอลยัดไปให้ อันเดรีย เบล็อตติ ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวบังบอลแล้วพลิกตัวกดด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งแรงมุดโคนเสาแรกเข้าไป โดย อารัม อายราเพทยาน นายด่านเจ้าถิ่นได้เพียงรับโดยปลายมือเท่านั้น จบเกม อิตาลี บุกมาอัดแซง อาร์เมเนีย ที่เหลือ 10 คนไป 3-1 พร้อมเก็บชัย 5 นัดรวดรั้งจ่าฝูงกลุ่ม เจ ขณะที่ อาร์เมเนีย ต้องลุ้นต่อไป รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม อาร์เมเนีย (4-2-3-1) : อารัม อายราเพทยาน – โฮฟานเนส ฮัมบาร์ดซุมยาน, วารัซดาท ฮาโรยาน, อังเดร คาลิซีร์, คาโม โฮฟวานนิสยาน – อาร์ตัค กริกอร์ยาน (รัมยาน ฮอฟเซฟยาน น.57), คาร์เลน มเคียร์ชยาน – ทีกราน บาร์เซกห์ยาน (ซาร์กิส อดัมยาน น.57), เฮนริค มคิทาร์ยาน, เจวอร์ก กาซาร์ยาน (เอ็ดการ์ บาบายาน น.82) – อเล็กซานเดร คาราเพเทีย อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, อเลสซิโอ โรมันโนลี่, เอเมอร์สัน – นิโกโล่ บาเรลล่า (สเตฟาโน่ เซนซี่ น.69), จอร์จินโญ่, มาร์โก แวร์รัตติ – เฟเดริโก้ เคียซ่า (ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ น.61), อันเดรีย เบล็อตติ, ฟิลิปโป้ แบร์นาร์เดสคี่(เควิน ลาซากน่า น.83) ผู้ตัดสิน : ดาเนียล เซียเบิร์ต (เยอรมัน) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ลูกากูทีเด็ด! เบลเยียมงานง่ายบุกซานมารีโนยึดหัวฝูงคัดยูโร

เบลเยียม ทำผลงานในทัวร์นาเมนต์คัดเลือกหนนี้ยอดเยี่ยม คว้าชัยมาสี่เกมรวด นัดนี้ โรเมลู ลูกากู หัวหอกฟอร์มแรงจากอินเตอร์ มิลาน ลงล่าสกอร์บุกบ้าน ซานมารีโน ทีมสมันน้อย ที่ยังเก็บแต้มไม่ได้ แถมเจาะตาข่ายใครไม่เข้าสักเม็ด ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป 2020 รอบคัดเลือก กลุ่ม ไอ คืนวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 ซานมารีโน ออกสตาร์ต 4 เกมแรกแบบตามสภาพ แพ้รวดเสียรวม 20 ประตูเฉลี่ยโดนรัวพรุนนัดละ 5 สกอร์พอดี มิเท่านั้น ขุมกำลังยังประสบปัญหาเมื่อ เอเลีย เบเนเด็ตตินี่ นายทวารมือ 1 จากโนวาร่า ในลีกเซเรีย ซี อิตาลี เกิดบาดเจ็บถอนตัวไปแล้ว คาดว่าต้องใช้บริการ ซิโมเน่ เบเนเด็ตตินี่ จากทีมยู-21 ลงประเดิมเฝ้าเสาแทน ตัวจริงที่เหลือล้วนเป็นพวกแข้งกึ่งอาชีพ มีเพียง นิโกล่า นานนี่ หน้าเป้าดาวรุ่งวัย 19 ที่สังกัดสโมสรโมโนโปลี ในเซเรีย ซี แดนมะกะโรนีเช่นกัน ฟากทีมปีศาจแดงยุโรปภายใต้บังเหียน โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ ฟาดชัย 4 เกมรวดดูแล้วไม่ควรพลาดตีตั๋วรอบสุดท้าย แต่ปัญหาคือในโผชุดนี้มีแข้งหลักถอนตัวไปหลายรายเหลือเกิน เอแด็น และ ตอร์กกาน อาซาร์ สองพี่น้องตัวรุกคนดังต่างบาดเจ็บทยอยถอนตัว เช่นเดียวกับ อักเซล วิตเซิล กองกลางดอร์ทมุนด์, แว็งซ็องต์ ก็องปานี หลังตัวเก๋าอันเดอร์เลชท์ที่เพิ่งยุติบทบาทโค้ชมือใหม่, ทิโมธี่ กัสตันเย่ แบ็กขวาอตาลันต้า รวมถึง คูน คาสทีลส์ โกลโวล์ฟสบวร์ก โดยได้เรียก เฮนดริค ฟาน ครอมบรูช นายด่านอันเดอร์เลชท์มาเสียบโควตาแทนแล้ว กระนั้นด้วยเหตุที่เจอทีมสมันจอมแบ่งแต้มจึงไม่น่ากังวลเท่าไร อาจจะปรับเอา เควิน เดอ บรอยน์ ลงตำแหน่งต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ตัวจี๊ดนาโปลี รวมถึง เลอันโดร ตรอสซาร์ต แข้งใหม่ไบรท์ตันได้ลุ้นประเดิม คอยสนับสนุน โรเมลู ลูกากู ดาวยิงสูงสุดที่เพิ่งย้ายจากแมนฯ ยูไนเต็ดไปเกิดใหม่กับอินเตอร์ มิลาน รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม ซานมารีโน (4-2-3-1) : ซิโมเน่ เบเนเด็ตตินี่ – ฟาบิโอ วิตาโยลี่, ดาวิเด้ ซิมอนชินี่, คริสเตียน โบรลลี่, อันเดรีย กรันโดนี่ – เอ็นริโก้ โกลินุชชี่, อเลสซานโดร โกลินุชชี่ – มาร์เชลโล่ มูลาโรนี่, มัตเตโอ วิตาโยลี่, มีร์โก ปาลัซซี่ – นิโกล่า นานนี่ เบลเยียม (3-4-2-1) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, ยาน แฟร์ทองเก้น, โธมัส แฟร์มาเล่น – โตมาส์ เมอนิเย่ร์, เควิน เดอ บรอยน์, ยูริ ตีเลอมันส์, ยานนิค การ์ราสโก้ – ดรีส เมอร์เท่นส์, เลอันโดร ตรอสซาร์ต – โรเมลู ลูกากู ผู้ตัดสิน : โฮราติอู เฟสนิค (โรมาเนีย) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

มันชินี่ชี้อิตาลีไม่ง่ายแม้บุกสอยอาร์เมเนีย

โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือทีมชาติอิตาลี ชี้เป็นงานที่หินทีเดียว แม้ทีมบุกไปพลิกสอย อาร์เมเนีย ได้สำเร็จ 3-1 ระบุการที่คู่แข่งเหลือ 10 คน ยิ่งทำให้เล่นยากขึ้น โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี เผยว่า ไม่ใช่งานง่ายเลยแม้แต่น้อยสำหรับทีมตน แม้สามารถบุกไปพลิกเอาชนะ อาร์เมเนีย 3-1 ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2020” รอบคัดเลือก กลุ่ม เจ นัดที่ 5 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา อาร์เมเนีย เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจากการยิงสุดเฉียบของ อเล็กซานเดร คาราเปเตียน ตั้งแต่นาทีที่ 11 ทว่านาทีที่ 28 อันเดรีย เบล็อตติ ก็ยิงให้ อิตาลี ตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จ จากนั้นนาทีที่ 45 สถานการณ์ของเจ้าถิ่นดูย่ำแย่ลงไปอีก เพราะต้องเหลือผู้เล่น 10 คน จากการที่ คาราเปเตียน ถูกไล่ออก หลังได้รับใบเหลืองที่สอง ครึ่งหลังเกมมาถึงนาทีที่ 77 อิตาลี พลิกเป็นฝ่ายขึ้นนำ 2-1 จากการโหม่งของ ลอเรนโซ่ เปลเลกรีนี่ ก่อนที่จะมาได้ประตูย้ำชัย 3-1 จาก เบล็อตติ เจ้าเก่าในนาทีที่ 80 ซึ่งชัยชนะนัดนี้ทำให้ทีมแชมป์โลก 4 สมัย รั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป ด้วยสถิติชนะ 100% จากการลงเตะ 5 นัด มี 15 คะแนน “ผมไม่รู้ว่า มันเป็นเกมที่ย่ำแย่ที่สุดของเราหรือเปล่า แต่ผมคงต้องบอกว่า มันเป็นเกมที่ยากลำบากมาก เพราะเกมง่ายๆ มันไม่มีจริงในวงการฟุตบอลทุกวันนี้ เราออกสตาร์ตได้ไม่ดี แถมยังเสียประตูก่อน แต่เราก็น่าจะกลับมาได้ก่อนจบครึ่งแรก” “ในทางกลับกัน ใบแดงของพวกเขากลับกลายเป็นสิ่งที่เล่นงานพวกเราด้วย เพราะทำให้ อาร์เมเนีย ต้องโฟกัสไปที่การเล่นเกมรับทั้ง 10 คน ซึ่งทำให้แทบไม่มีพื้นที่เล่นเลย เพราะถ้าเป็น 11 คนเท่ากับ พวกเขาก็คงจะเล่นเกมรุกมากกว่านี้” มันชินี่ เปิดใจหลังเกม เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

สถิติสวยหรู!ลิเวอร์พูลถูกใจถ้ามาเน่ลงเล่นในแอนฟิลด์

ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูล ระบุ ที่จริงถ้าย้อนกลับไปในเกมที่ทุบ อาร์เซน่อล แล้วนั้น มันก็ถือว่า ซาดิโอ มาเน่ สร้างสถิติเป็นนักเตะใน พรีเมียร์ลีก ที่ไม่แพ้ที่ แอนฟิลด์ ติดต่อกันมากที่สุด โดยยังเป็นการชนะหลายนัดด้วย ซาดิโอ มาเน่ ปีกคนเก่งของ ลิเวอร์พูล สร้างสถิติเป็นนักเตะที่ไม่แพ้กับการเล่นเกมระดับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนาม แอนฟิลด์ ติดต่อกันมากที่สุด ที่จำนวน 50 นัด ตามข้อมูลจาก ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อชื่อดังประจำเมืองลิเวอร์พูล มาเน่ ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2016 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ โดยในซีซั่นนี้ก็ทำประตูในลีกไปแล้ว 2 ลูก จากการลงเล่น 4 นัด ได้แก่เกมที่บุกไปเฉือนชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-1 และนัดล่าสุดที่บุกไปทุบ เบิร์นลี่ย์ 3-0 อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปยังเกมที่ ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ เอาชนะ อาร์เซน่อล 3-1 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมาแล้วล่ะก็ นั่นก็ถือเป็นเกมลีกนัดที่ 50 ที่ มาเน่ ลงเล่นใน แอนฟิลด์ พอดี และเขาก็ยังไม่เคยต้องออกจากสนามดังกล่าวในฐานะผู้แพ้เลย โดยแบ่งเป็น 49 เกมกับ ลิเวอร์พูล และ 1 นัดกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ทั้งนี้ ในจำนวน 50 นัดกับการเล่นที่ แอนฟิลด์ ของ มาเน่ นั้น เขาสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 40 เกม และเสมออีก 10 นัด โดยเกมลีกนัดแรกที่ดาวเตะชาวเซเนกัลลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ในสนามเหย้าของทีม ได้แก่เกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งนัดนั้นเขาทำประตูได้ด้วย ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะชนะไป 4-1 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

แมนซิตี้แชมป์,ลิเวอร์พูลที่ 4 ! เปิดโผ 10 ทีมลูกหนังมูลค่านักเตะรวมแพงสุดในโลก

ความสำเร็จสร้างได้ด้วยเงิน ! นี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับในโลกลูกหนังยุคปัจจุบัน โดยเรื่องนี้มีความเป็นรูปธรรมเมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประสบความสำเร็จมากมายในช่วงที่ผ่านมา เพราะกล้าทุ่มเงินสร้างทีม และนั่นทำให้พวกเขาครองอันดับ 1 สโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ารวมนักเตะสูงสุดในยุโรป ถึง 1.14 พันล้านปอนด์ (ราว 43,320 ล้านบาท) ประจำปี 2019 สำหรับอันดับ 2 เป็นของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ซึ่งมีการทุ่มเงินซื้อ เอแด็น อาซาร์ และ ลูก้า โยวิช มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ที่มีมูลค่านักเตะในทีมรวมแล้วประมาณ 1.07 พันล้านปอนด์ (ราว 40,660 ล้านบาท) ขณะที่ “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า รั้งอันดับ 3 ด้วยยอดเงินอยู่ที่ 1.03 พันล้านปอนด์ (ราว 39,140 ล้านบาท) ขณะที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลล่าสุด รั้งอันดับ 4 ด้วยยอดเงิน 959.18 ล้านปอนด์ (ราว 36,448.84 ล้านบาท) ในส่วนของอันดับ 5 มีการเปลี่ยนมือเมื่อ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก้าวขึ้นมาแทน โดยพวกเขาเพิ่งคว้าตัว เมาโร่ อิการ์ดี้ มาจาก อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายืมตัว 1 ซีซั่นพร้อมออปชั่นซื้อถาวร 64 ล้านปอนด์ (ราว 2,432 ล้านบาท) มีมูลค่ารวมนักเตะพุ่งขึ้นมาถึง 949.5 ล้านปอนด์ (ราว 36,081 ล้านบาท) ด้าน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องหล่นมาอยู่อันดับ 6 ด้วยยอดเงินจำนวน 881.55 ล้านปอนด์ (ราว 33,498.9 ล้านบาท) ในส่วนของ เชลซี ซึ่งถูกแบนจากการตลาดพ่อค้าแข้ง 2 ช่วงเวลา (ซัมเมอร์และเดือนม.ค.นี้) สโมสร่วมกรุงลอนดอน ติดโผในอันดับ 10 ด้วยยอดเงินมูลค่าทีมประมาณ 697.5 ล้านปอนด์ (ราว 26,505 ล้านบาท) ในส่วนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งช่วงซัมเมอร์นี้ทุ่มเงินไม่ยั้งเช่นกันด้วยการคว้าตัว อารอน วาน-บิสซาก้า สนนราคา 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) และแฮร์รี่ แม็คไกวร์ กองหลังค่าตัวแพงสุดในโลก 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,040 ล้านบาท) รั้งอันดับ 11 ด้วยมูลค่านักเตะรวม 644.63 ล้านปอนด์ (ราว 24,495.94 ล้านบาท) สำหรับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ติดอันดับ 13 ด้วยยอดเงินประมาณ 570.38 ล้านปอนด์ (ราว 19,392.92 ล้านบาท) ด้าน อินเตอร์ มิลาน ที่มีการเสริมทัพอย่างการดึง โรเมลู ลูกากู หัวหอกเบลเยียม และ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวยิงชิลีที่ยืมมาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด มียอดมูลค่ารวมผู้เล่นอยู่ที่ประมาณ 482.31 ล้านปอนด์ (ราว 18,327.78 ล้านบาท) เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

ต้องใช้เวลา!แกรี่ชี้โซลชาทำแมนยูมาถูกทางแล้ว

แกรี่ เนวิลล์ ระบุ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังทำทีมมาถูกทางแล้ว จากการที่เน้นให้ทีมมีนักเตะที่ต้องการเล่นให้ “ปีศาจแดง” จริงๆ พร้อมชี้ มันต้องใช้เวลาสักหน่อยก่อนที่จะประสบความสำเร็จ แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” กำลังทำทีมมาในทางที่ถูกต้องแล้ว แม้ว่าผลงานของพวกเขาจะไม่ดีเท่าที่ควรก็ตาม หลังจากที่ชนะ เชลซี 4-0 ในนัดเปิดฤดูกาล แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ชนะใครเลย 3 นัดติดต่อกัน แบ่งเป็นการเสมอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-1, แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-2 และเจ๊ากับ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 จนทำให้ “เร้ด อาร์มี่” บางส่วนไม่พอใจกับผลงานของทีมมากๆ เนวิลล์ คนพี่ เผยว่า “เมื่อคุณมีทีมที่ยังถือเป็นทีมวัยหนุ่มอย่างที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้วน่ะ มันก็หมายความว่านักเตะหลายคนอยู่ในช่วงพัฒนาฝีเท้า และพยายามที่จะปรับปรุงตัวเองอยู่ ผมคิดว่ามันจะมีหลายนัดที่ถึงแม้พวกเขาจะเล่นได้ดี แต่ก็จะได้ผลการแข่งขันแบบเดียวกับในเกมที่เจอกับ วูล์ฟส์ และ เซาธ์แฮมป์ตัน” “ที่จริงในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน นี่ผมคิดว่าพวกเขาเล่นได้โอเคเลยนะ แต่พวกเขาไม่มีความเฉียบขาดที่จะทำให้พวกเขาเดินหน้าต่อและคว้าชัยชนะมาครองได้ แน่นอนว่าแฟนบอล ยูไนเต็ด หงุดหงิดกันอย่างมาก เมื่อพิจารณาถึงสถานะของสโมสร ไม่นานมานี้ทีมยังประสบความสำเร็จอย่างมากภายใต้การทำทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อยู่ แต่ที่จริงหลังจากนั้นเป็นต้นมามันก็ผ่านมาตั้ง 6 หรือ 7 ปีเข้าไปแล้ว” “ตอนนี้หลายคนกำลังหงุดหงิดอย่างหนัก เพราะคิดว่าทีมไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่ผมคิดว่าพวกเขามาถูกทางแล้ว เพราะสิ่งแรกที่ ยูไนเต็ด ต้องทำก็คือการทำให้ทีมมีแต่คนที่อยากอยู่กับทีมจากใจจริง เรื่องพรสวรรค์น่ะลืมไปก่อนก็ได้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาจาก อเบอร์ดีน เมื่อปี 1986 และเขาก็โละพวกนักเตะเก่งๆ หลายคนออกไป เพื่อพยายามเปลี่ยนธรรมเนียมของทีม” “เขาได้รับเวลานานในการทำอย่างนั้น ลองคิดถึง นอร์แมน ไวท์ไซด์ ที่ย้ายออกไปสิ พอล แม็คกรัธ เองก็ไม่ได้อยู่กับทีมต่อเหมือนกัน พวกเขาต่างก็เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดของทีม แต่เขา (เฟอร์กูสัน) พยายามทำและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้น” “มันต้องใช้เวลาสักหน่อย โซลชา กำลังทำงานกับขุมกำลังแบบเดียวกับที่ (เจอร์เก้น) คล็อปป์ ได้รับสืบทอดมา มันไม่ใช่แบบเดียวกับที่ (โจเซป) กวาร์ดิโอล่า ได้รับสืบทอดมาจาก ซิตี้ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้แล้วน่ะ มันก็เห็นได้ชัดว่านี่การทำทีมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด (ของ โซลชา) ต้องใช้เวลานาน และมันจะมีช่วงที่น่าหงุดหงิดหลายครั้ง มันจะมีหลายครั้งที่ทีมจะมีผลการแข่งขันเหมือนอย่างเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน, วูล์ฟส์ และ คริสตัล พาเลซ แต่เมื่อคุณพิจารณาถึงสภาพโดยรวมแล้วนั้น คุณก็จะเห็นว่าองค์ประกอบที่สำคัญๆ หลายอย่างมันถูกต้องแล้ว” เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

เก็บตก 5 ประเด็น! ทีมชาติไทย เปิดบ้านเจ๊า เวียดนาม 0-0 คัดบอลโลก

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ ศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง นัดแรกของกลุ่ม จี ซึ่ง “ทัพช้างศึก” ทีมชาติไทย ทำได้แค่เปิดบ้านเสมอกับ เวียดนาม 0-0 ที่สนาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา และนี่คือ 5 ประเด็นที่เกิดขึ้นในเกมสำคัญนัดนี้ 5. ความเป็นไปของเกม เกมออกสตาร์ทด้วยจังหวะได้ลุ้นตั้งแต่นาทีแรกของ เวียดนาม เมื่อบอลยาวทิ้งไปแดนหน้าข้ามหัวกองหลัง ไทย และได้จบสกอร์โชคดีที่บอลหลุดกรอบออกไป หลังจากนั้นเกมในครึ่งแรกตกเป็นของทัพ ช้างศึก อย่างเห็นได้ชัดเมื่อเป็นฝ่ายครองบอลหาโอกาสเจาะเข้าทำได้มากกว่าแต่เคลื่อนบอลสู่เขตอันตรายได้น้อยครั้งจากการที่ทีมเยือนแพ็คเกมรับอย่างแน่นหนา ขณะที่เกมในครึ่งหลังต่างฝ่ายต่างพยายามเร่งเครื่องกันมากกว่าเดิม ส่วนการปล่อยให้เกมไหลโดยไม่เป่าฟาวล์ของผู้ตัดสินยิ่งทำให้มีการเข้าปะทะแบบถึงลูกถึงคนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และลูกทีมของ อากิระ นิชิโนะ ได้โอกาสแบบถนัดถนี่เพียงลูกหลุดเข้าไปยิงในกรอบเขตโทษของ ฐิติพันธ์ กับ โอกาสในนาทีสุดท้ายของ สุภโชค สารชาติ เท่านั้น 4. ความแน่นอนในแดนกลาง จากการจัดแผนผังรูปแบบการยืนตำแหน่ง 4-3-1-2 โดยมี สารัช อยู่เย็น, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล คอยบัญชาเกมในแดนกลางทำให้ทัพ ช้างศึก คุมเกมได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน ทั้ง สารัช และ พิธิวัต ยังมีส่วนกับการดันขึ้นไปช่วยเติมเป็นทางเลือกในการผ่านบอลที่แดนหน้ารวมทั้งยังหายห่วงในเกมสวนกลับของ เวียดนาม ข้อด้อยของรูปแบบการเล่นดังกล่าวดูจะมีเพียงอย่างเดียวเมื่อมีเพียง สารัช เท่านั้นที่สามารถช่วยพลิกบอลยามเซ็ตเกมจากแดนหลังได้เมื่อ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ลอยสูงอยู่ที่แดนบนจนหลายครั้งที่เราจบด้วยการทิ้งบอลยาวไปที่แดนหน้าและตามเก็บในจังหวะที่สองแทน 3. เกมรุกริมเส้นจากฟูลแบ็คบอดสนิท นิชิโนะ พยายามให้ลูกทีมเล่นอย่างเพลย์เซฟเมื่อใช้ผู้เล่นในแดนกลางสลับกันคอยโฉบเติมขึ้นไปจู่โจมโดยมี สุภโชค กับ ฐิติพันธ์ ถ่างออกไปเล่นที่ด้านกว้าง แต่ทีมไทยได้ลุ้นเหน่งๆ จากรูปแบบการขึ้นเกมดังกล่าวอย่างชัดเจนนับครั้งได้เมื่อ พิธิวัต ได้หลุดไปเปิดที่สุดเส้นหลังฝั่งซ้ายในช่วงต้นเกมและจังหวะวูบวาบของ สุภโชค ที่ฝั่งเดียวกัน แม้ทีมจะดูตื้อๆ เมื่อไม่สามารถเคลื่อนบอลสู่กรอบเขตโทษได้ถนัดถนี่นักแต่เราแทบไม่เห็นการดันขึ้นสูงเพื่อมีส่วนกับเกมรุกของทั้ง ทริสตอง โด กับ ธีราทร บุญมาทัน เลยกระทั่งในช่วงราว 15 นาทีสุดท้ายของเกม 2. ความหวังในตัว ชนาธิป เพลย์เมคเกอร์ตัวความหวังจาก คอนซาโดเล ซัปโปโร เริ่มต้นในครึ่งแรกแบบที่ไม่ค่อยมีบทบาทในเกมรุกมากนักเมื่อถูกจับให้ไปยืนประจำการที่ด้านหลังของกองหน้าอย่าง สุภโชค และ ฐิติพันธ์ ซึ่งบอลเซ็ตจากแดนกลางไปไม่ถึงเจ้าตัวเมื่อพลพรรค ดาวทอง ยืบีบพื้นที่ปิดเส้นทางลำเลียงบอลสู่ ชนาธิป รวมทั้งคอยทำลายจังหวะเมื่อบอลไปถึงเจ้าตัว อย่างไรก็ตาม เกมในครึ่งหลังเจ้าตัวดูจะมีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้นเมื่อได้รับอิสระในการเคลื่อนที่ถ่างออกเพื่อรับบอลที่ริมเส้นทั้ง 2 ฝั่งรวมทั้งยังมีช็อตช่วยทีมปั้นเกมรอบกรอบเขตโทษ แต่ท้ายที่สุดต้องให้เครดิตกับลูกทีมของ ปาร์ค ฮัง ซอ ที่มีวินัยในเกมรับอย่างยิ่งยวดจนสามารถลดอันตรายของ ชนาธิป ไปได้มากในเกมนี้ 1. สุภโชค วูบวาบ กลายเป็นตัวความหวังของ ทีมชาติไทย เมื่อเวลาของเกมผ่านไป กองหน้าจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สร้างปัญหาให้กับแนวรับของ เวียดนาม อย่างเห็นได้ชัดเมื่อทำได้อย่างยอดเยี่ยมกับจังหวะดวลหนึ่งต่อหนึ่ง รวมไปถึงวินัยในการไล่บีบพื้นที่และการวิ่งเพื่อหาช่องเข้าทำ สุภโชค ยังได้รับความไว้วางใจจาก นิชิโนะ ให้อยู่ในสนามจนจบเกมและยังได้โอกาสทองในวินาทีสุดท้ายจากช็อตหลุดเดี่ยวก่อนที่จะยิงไปติดบล็อกกองหลังที่ยืนคุมเส้นประตู ด้วยเครดิตที่เจ้าตัววูบวาบมาตลอดทั้งเกมทำให้เราไม่อาจตำหนิแข้งวัย 21 ปีที่ไม่เฉียบขาดพอในจังหวะช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลังได้ ไม่มีใครรู้ได้ว่าหาก สุภโชค ตัดสินใจไหลต่อให้กับ ชนาธิป ที่ยืนรออยู่ในพื้นที่เปิดมากกว่าใกล้เคียงจะเกิดอะไรขึ้นแต่อย่างน้อยเจ้าหนูรายนี้ก็ทำได้เราเห็นว่าเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวความหวังของ ทีมชาติไทย ได้อีกราย เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

ไม่ล้มแผน!บาเยิร์นเตรียมหวนล่าซาเน่ช่วงตลาดเปิดม.ค

เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษ ตีข่าว บาเยิร์น จะหวนไล่ล่าลายเซ็นของ ลีรอย ซาเน่ ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ แต่ฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังไม่คิดที่จะลดค่าหัวที่ตั้งเอาไว้ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน จะกลับมาเดินแผนล่าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงเดือนมกราคมนี้ ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษ เดิมที ซาเน่ ถือเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพอันดับต้นๆ ของ บาเยิร์น ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งปิดตัวลงไป หลังจากพวกเขาจำเป็นต้องการปีกฝีเท้าดีมาทดแทนการบอกลาทีมไปของ อาร์เยน ร็อบเบน กับ ฟร้องค์ ริเบรี่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้ แมนฯ ซิตี้ ยอมขายเขาได้ ซ้ำร้ายแข้งวัย 23 ปี ยังมาได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจากเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ จนอาจจะต้องพักเป็นเวลานานอีก เรื่องดังกล่าวทำให้ บาเยิร์น ล้มแผนล่าตัว ซาเน่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปยืม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ อิวาน เปริซิช มาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสนใจที่จะเอา ซาเน่ มาเสริมแกร่งอยู่ และจะพยายามดึงเขามาร่วมทีมให้ได้อีกครั้งในตลาดช่วงหน้าหนาว อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่คิดที่จะปล่อย ซาเน่ ออกไปถูกๆ แต่อย่างใด หลังจากพวกเขาตั้งค่าหัวของอดีตแข้ง ชาลเก้ 04 เอาไว้ถึง 145 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,510 ล้านบาท) โดยฝั่ง “เรือใบสีฟ้า” ยังหวังว่า ซาเน่ จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมด้วย จากการที่ข้อตกลงฉบับเดิมจะหมดอายุลงในปี 2021 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th